วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ประเพณีและวัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

สุราษฎร์ธานีมีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณ จากหลักฐานโบราณคดีที่ค้นพบแสดงว่าดินแดนนี้เคยเป็นศูนย์กลางของความเจริญทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ ประเพณีส่วนใหญ่ของชาวสุราษฎร์ธานีจึงเกี่ยวพันอยู่กับศาสนาดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีประเพณีของชาวไทยอิสลามในบางท้องถิ่น ซึ่งเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ในระยะหลังอีกด้วย
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงประเพณีบางประเพณี โดยจะแยกกล่าวถึงประเพณีของชาวไทย ประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีน และประเพณีของชาวไทยอิสลาม

ประเพณีของชาวไทย
1. ประเพณีการเกิด
การเกิดเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของมนุษย์ที่มีเพศสัมพันธ์กัน เป็นการสืบทอดเผ่าพันธุ์ในทางจารีตประเพณีมีการแต่งงานเพื่อใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวใหม่ และเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งก็จะมีสายโลหิตสืบทอดตระกูล คนไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับการเกิดใหม่ของทารกและสืบทอดความเชื่อนั้น มาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ ทำให้ความเชื่อนั้นหมดไป แต่ส่วนหนึ่งก็ยังคงอยู่โดยเฉพาะในสังคมชนบท
ชาวสุราษฎร์ธานีมีความเชื่อว่า ทารกที่มาเข้าท้องของคนที่จะเป็นมารดานั้นเป็นการจุติของเทวดา บางท้องที่จึงห้ามเด็กไม่ให้ชี้หรือทักผีพุ่งใต้ เพราะจะทำให้สิ่งที่จะมาเกิดนั้นไปเกิดในท้องหมา เมื่อมารดาเริ่มตั้งครรภ์จะมีอาการแพ้ท้องบางคนอยากกินของแปลกๆ เช่น ข้าวดิบ ดินสอพอง กระเบื้องมุงหลังคา ฯลฯ คนเฒ่าคนแก่จะแนะนำให้รู้จักวิธีรักษาสุขภาพโดยไม่ให้ทำงานหนักทำจิตใจให้สบาย ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ไปร่วมงานศพ และหมั่นทำบุญตักบาตรทุกวัน เพื่อจะได้อธิษฐานให้ทารกในครรภ์มีอาการครบทั้ง 32 ประการ เป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย ถ้าเด็กดิ้นมากโตขึ้นจะเป็นเด็กซุกซน นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามสำหรับคนตั้งครรภ์อีกหลายประการด้วยกัน เช่น ห้ามอาบน้ำตอนกลางคืนเพราะพรายจะมาเกิดหรือเมื่อคลอดลูกจะแฝดน้ำ ห้ามคิดถึงลูกในท้องที่ไม่เป็นมงคล ห้ามมองภาพที่ไม่น่าดู น่ากลัว ห้ามไปดูศพคนตาย ห้ามเตรียมของสำหรับเด็ก ฯลฯ แม้อาหารการกินก็มีข้อห้ามและข้อปฏิบัติหลายอย่าง เช่น ไม่ควรรับประทานอาหารประเภท เนื้อ ไข่ อาหารหวาน เพราะจะทำให้คลอดยากห้ามรับประทานอาหารรสเผ็ดจัดเพราะจะทำให้ลูกหัวล้าน ควรรับประทานข้าวกับปลาเค็มหรือปลาตัวเล็กๆ และดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนมากๆ เพราะจะทำให้คลอดง่าย
ขณะที่มีครรภ์ใกล้ถึงกำหนดคลอด แม่ทาน (หมอตำแย) จะมาคัดท้องให้บ่อยๆ เพื่อให้คลอดง่ายและไม่เข็ดเมื่อย พอถึงกำหนดคลอดมักจะไปคลอดที่บ้านบิดามารดาของฝ่ายหญิง สามีและญาติมิตร เพื่อนบ้านจะมาช่วยจัดเตรียมหาฟืน ถ่าน แคร่สำหรับอยู่ไฟ และของจำเป็นอื่นๆ เมื่อถึงกำหนดคลอดในห้องคลอดจะเหลือแต่แม่ทานกับผู้คลอดเท่านั้น แม่ทานจะเป็นผู้ทำคลอด เมื่อทารกคลอดออกมาแม่ทานจะรีบล้วงสิ่งที่ตกค้างอยู่ในปากออกให้หมด ตัดสายสะดือด้วยไม้ไผ่แล้วใช้ด้ายเหนียวผูกสายสะดือ เอารอยตัดที่อยู่กับรกมาจุ่มตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเด็ก
จุ่มที่ปาก แม่ทานจะกล่าวว่า ปากจงกล่าวแต่วาจาสุจริต
จุ่มที่กระหม่อม แม่ทานจะกล่าวว่า จงคิดแต่สิ่งที่ดี
จุ่มที่มือ แม่ทานจะกล่าวว่า จงกระทำให้มั่งมีด้วยผลบุญ
จุ่มที่เท้า แม่ทานจะกล่าวว่า ตีนอย่าเที่ยววิ่งวุ่นให้เสียการ
จุ่มที่อวัยวะสืบพันธุ์ แม่ทานจะกล่าวว่า อย่ามีสันดานสืบพันธุ์ให้เสียตระกูล
การอาบน้ำทารกแรกเกิดจะใช้น้ำอุ่นใส่เกลือลงเล็กน้อย อาบน้ำเสร็จใช้ผงขมิ้นผสมดินสอพองบดละลายน้ำถูตัวเด็ก ใช้หัวไพลที่เสกอาคมผูกที่ข้อมือเด็กเป็นการป้องกันผีร้าย แล้วนำเด็กลงเบาะ ให้คนซึ่งเมื่อวัยเด็กเป็นคนว่านอนสอนง่าย ปูเบาะให้ ก่อนลงเบาะต้องเอาเด็กเวียนรอบเบาะแล้วกล่าวว่า “ผีเอาไป พระเอามา” แล้ววางเด็ก ทำอย่างนี้จนครบ 3 ครั้ง ในบางท้องที่จะวางเด็กในกระด้งที่มีผ้านุ่งของแม่ฉีกเป็นผ้าอ้อม ใต้เบาะจะมีสมุด ดินสอ เข็ม วางเอาไว้เพื่อเป็นเคล็ดให้เด็กได้อ่านเขียน และมีความคิดรอบคอบเฉียบแหลม สำหรับรกที่ออกมากับเด็กนั้นแม่ทานจะนำใส่หม้อดินใส่เกลือ ใช้ผ้าขาวห่อปิดผูกด้วยด้ายดิบสีขาวปนแดงแล้วเอาไปฝังบนจอมปลวกและหาสิ่งป้องกันไม่ให้สัตว์ขุดคุ้ยได้
หลังทารกคลอดแล้ว ผู้เป็นแม่จะต้องอยู่ไฟโดยนอนบนแคร่ ใกล้แคร่จะมีก้อนหินทำเป็นเตา ไม้ฟืนที่ใช้ นิยมใช้ไม้พลา ไม้โกงกาง ไม้ส้ม หรือไม้เนื้อแข็งที่ติดไฟได้นาน และมีขี้เถ้าน้อย แม่ทานจะคอยเอาหินก้อนเส้าเผาไฟใช้น้ำราด แล้วเอาผ้าห่อมาวางบนท้องเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น มีการบีบ เหยียบ นวด ดัดตัวให้ผู้เป็นแม่ของทารก การเตรียมอาหารให้ผู้อยู่ไฟต้องเป็นของร้อน เช่น หมู ไก่ ตับผัดขิง แกงเลียงหัวปลี หรือของที่เชื่อว่าจะทำให้น้ำนมออกมากๆ และห้ามไม่ให้กินของเย็น เช่น แตงโม น้ำแข็ง เพราะทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก
การอยู่ไฟจะกำหนดให้อยู่ครบวันคี่ เพราะจะทำให้มีลูกห่าง เมื่อครบกำหนดแล้วจะออกไฟ แม่ทานจะทำพิธีโดยเอาน้ำมนต์ประพรม และราดไฟให้ดับสนิท ก้อนเส้าใช้น้ำมนต์ประพรมแล้วห่อผ้านำไปเก็บไว้ หลังจากนั้นก็จะจุดเทียนบูชาครูเก็บเงินที่ตั้งค่าราดไว้ สิ่งของที่เหลืออื่นๆ จะนำไปทิ้งในป่าเรียกว่า “สะบัดราด” แล้วนำแม่ลูกอ่อนไปอาบน้ำให้แม่ลูกอ่อนแต่งตัวด้วยชุดใหม่ สำหรับเด็กเช็ดตัวให้แห้ง ลูบไล้ตัวด้วยขมิ้นบดผสมดินสอพอง แล้วนำลงเปล
ก่อนนำเด็กลงเปล แม่ทานจะบริกรรมคาถาเชิญแม่ซื้อให้อยู่กับเด็ก การปูเปลเด็ก ก็จะใช้ผู้ใหญ่ที่เคยเป็นเด็กซึ่งเลี้ยงง่ายไม่ดื้อ ไม่กวน มาช่วยปูให้เพราะเชื่อว่าเด็กจะมีนิสัยเหมือนคนปูเปล ในขณะเดียวกันจะมีพิธีขึ้นเปลโดยจัดสำรับประกอบด้วย ขนมโค ขนมแดง ขนมขาว ข้าวเหนียว หมาก พลู เซ่นบูชาแม่เปล ตอนอุ้มเด็กลงเปลแม่ทานจะกล่าวว่า “พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา” แล้ววางทารกลงเปลให้นอนหงายหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้ แล้วขับกล่อมด้วยเพลงกล่อมเด็ก หรือเพลงร้องเรือ เพลงร้องเรือเป็นเพลงใช้กล่อมเด็กที่มีมาเมื่อใดไม่มีใครทราบ จุดประสงค์คือต้องการให้เด็กหลับอย่างง่ายดายและหลับสนิท เด็กจะรู้สึกอบอุ่นทั้งกายและจิตใจ แม่หรือผู้เลี้ยงจะร้องเพลงร้องเรือที่มีเนื้อหาสาระหลายอย่าง เช่น เกี่ยวกับความรัก ความอาลัย วรรณคดี ความเชื่อ คำสอน การเสียดสีสังคม อาชีพ และประวัติของสิ่งสำคัญต่างๆ เป็นต้น ตัวอย่าง เพลงร้องเรือ

ฟ้าลั่นเหอ ลั่นมาคึกคึก
พระศรีสุธนไปรบศึก รำลึกถึงนางมโนราห์
กาหนมยอดสร้อย ไม่รักเท่าก้อยเกศา
รำลึกถึงนางมโนราห์ เป็นบ้าวังเวงใจ.....เหอ
เพลงร้องเรือดังกล่าวนี้ ผู้เลี้ยงดูจะขับกล่อมเด็กจนเด็กเลิกนอนเปล ถ้าเป็นดังแต่ก่อน เด็กอาจจะมีอายุ 3-4 ขวบ ตอนเมื่อเด็กมีอายุ 7-8 เดือน หรือ ประมาณ 1 ขวบ ซึ่งเป็นระยะที่เด็กนั่งได้ หรือเริ่มหัดเดิน ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง บิดามารดา จะทำหรือหาปิ้ง (ภาษากลางเรียก จะปิ้ง) เป็นเครื่องแขวนสะเอวสำหรับปกปิดอวัยวะเพศของเด็กผู้หญิงที่ยังเปลือยกายเพื่อมิให้ดูน่าเกลียด นิยมทำเป็นรูปคล้ายใบโพ หรือรูปหัวใจ อาจจะทำด้วยกะลามะพร้าว นาก เงิน หรือทอง ทั้งนี้แล้วแต่ฐานะ ส่วนเด็กผู้ชายที่อยู่วัยเดียวกับเด็กผู้หญิงที่สวมปิ้ง ผู้ปกครองนิยมให้แขวนลูกกระพรวนที่สะเอวเป็นเครื่องประดับ และในระยะที่เด็กหัดเดินนี้ บิดามารดาจะทำบอกเวียน เป็นกระบอกไม้ไผ่ครอบลงในหลักไม้ และด้านบนจะใช้ไม้ทำเป็นที่จับเกาะของเด็ก เพื่อให้เด็กจับเกาะแล้วหัดก้าวย่างเดินโดยเดินหมุนอยู่รอบๆ บอกเวียน จนเมื่อเด็กเดินได้ดีแล้วก็เลิกการหัดเดินโดยวิธีนี้
ประเพณีและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเกิดในปัจจุบันได้คลี่คลายไปจากเดิมเป็นอันมาก เพราะความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ การคลอดส่วนใหญ่จึงอาศัยทางผดุงครรภ์ หรือแพทย์มากกว่าแม่ทาน การเลี้ยงดูเด็กที่กล่าวมาแล้วยังพอมีปรากฏให้เห็นบ้างก็เฉพาะในชนบทห่างไกลเท่านั้น ในปัจจุบันภาวะของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมคงทำให้สภาพดังกล่าวเหลืออยู่น้อยหรืออาจหมดสิ้นไปก็ไดในไม่ช้านี้

ประเพณีชาวไทยเชื้อสายจีน
2. ประเพณีวันเชงเม้ง
ประเพณีวันเชงเม้ง คือ พิธีบูชาเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง ประเพณีนี้จะทำกันในเดือนเมษายนส่วนมากจะตรงกับวันที่ 5 เมษายน ในวันนี้ชาวจีนจะไปทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ณ สุสานที่ฝังศพบรรพบุรุษของตน
ก่อนถึงวันเชงเม้งจะมีการเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เช่น สุรา หัวหมู เป็ด ไก่ ขนมต่างๆ ผลไม้ กระดาษเงินกระดาษทอง ธูปเทียน ประทัด สิ่งของจำลองและเครื่องใช้จำลองต่างๆ เพื่อนำไปเผายังสุสานสำหรับอุทิศให้ผู้ล่วงลับนำไปใช้ ในวันเชงเม้งผู้ทำพิธีจะเดินทางไปยังสุสานที่ฝังศพบรรพบุรุษ โดยนำของที่เตรียมไว้จัดวางหน้าฮวงซุ้ยบรรพบุรุษ แล้วทำพิธีจุดธูปเทียน เผากระดาษเงินกระดาษทองนำกระดาษเงินกระดาษทองปูเรียงเป็นแถวรอบหลุมศพ ในบางแห่งจะนำเปลือกหอยแครง ไปโปรยบนหลุม การกราบไหว้บรรพบุรุษใช้เปลือกหอยแครงคว่ำแล้วคุกเข่ากราบไหว้ให้เข่าทั้งสองอยู่บนเปลือกหอยแครง เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษ ที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย มีการจุดประทัดเชื้อเชิญให้วิญญาณบรรพบุรุษมารับของเซ่นไหว้
หลังจากทำพิธีเสร็จแล้วญาติพี่น้องจะร่วมรับประทานอาหารกันที่หน้าหลุมศพก็เป็นอันเสร็จพิธีวันเชงเม้งเป็นประเพณีรวมญาติพี่น้องที่แยกบ้านไปทำมาหากินในที่ต่างๆ ให้กลับมาพบปะกัน เช่นเดียวกับวันรับส่งตายายของคนไทย นอกจากจะเป็นวันกตัญญูบรรพบุรุษแล้ว ยังได้ประโยชน์ทางความสัมพันธ์ในหมู่ญาติพี่น้องอีกด้วย

3. ประเพณีวันไหว้พระจันทร์
เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ จะจัดเมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินของชาวจีน
ประวัติศาสตร์ของจีนที่เล่าสืบต่อกันมา เชื่อว่าในสมัยที่ชาวจีนอยู่ใต้อำนาจของพวกมงโกล ถูกพวกมงโกลกดขี่เก็บอาวุธทุกชนิดของชาวจีนไว้หมด แม้แต่มีดทำครัวให้มีใช้ 1 เล่ม ต่อ 3 ครอบครัวชาวจีนจึงออกอุบายต่อสู้มงโกลโดยซุกซ่อนแผนปฏิบัติงานในขนมที่จะไหว้พระจันทร์ในวันเพ็ญเดือน 8 ชาวจีนได้ลุกฮือขึ้นต่อสู้ตามนัดหมายและพร้อมใจกันฆ่าทหารมงโกลจนหมดสิ้น ผลจากการต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ชาวจีนรุ่นหลังถือเอาวันเพ็ญเดือนแปดเป็นวันเซ่นไหว้พระจันทร์ เพื่อรำลึกถึงบุญคุณของผู้ที่ปลดปล่อยให้พ้นจากอำนาจของมงโกลในวันเพ็ญเดือนแปดชาวจีนจะตั้งเครื่องเซ่นไหว้โดยเฉพาะขนมสำหรับไหว้เป็นขนมมีไส้และผลไม้ต่างๆ ในท้องถิ่น ธูปเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง การทำพิธีจะทำในตอนกลางคืน ชาวไทยเชื้อสายจีนยังคงปฏิบัติประเพณีนี้กันอย่างเหนียวแน่น เช่นเดียวกับวันตรุษจีน

ประเพณีของชาวไทยอิสลาม
4. ประเพณีการโกนผมไฟ
ชาวไทยอิสลามจะกระทำเมื่อเด็กมีอายุได้ 7 วัน ก่อนการโกนผมไฟบิดามารดาจะต้องเตรียมข้าวของต่างๆ ไว้ เช่น แป้ง อินทผลัม น้ำหอม ข้าวเหนียวเหลือง และมะพร้าวอ่อนเปิดปาก และต้องบอกโต๊ะครูหรือผู้อาวุโสให้เป็นผู้นำทำพิธี นอกจากนี้ยังต้องเชิญแขกที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงและผู้ที่เคารพนับถือมาร่วมพิธีด้วย
ในวันทำพิธีจะเริ่มด้วยการเจิมหน้าเด็กด้วยแป้งและน้ำหอม ป้อนอินทผลัมหรือน้ำผึ้งให้เด็ก หลังจากนั้นโต๊ะครูหรือผู้อาวุโสจะเป็นผู้เริ่มโกนผมไฟก่อน พร้อมกับการกล่าวสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า เมื่อโกนผมเสร็จก็นำเด็กขึ้นเปล เมื่อเด็กขึ้นเปลจะมีการกล่อมเด็กเป็นภาษาอาหรับ สุดท้ายขอพรให้เด็กผู้นั้นพบแต่ความสุขความเจริญในชีวิต เป็นอันเสร็จพิธี

5. ประเพณีการแต่งงาน
ชาวไทยมุสลิมเรียกประเพณีนี้ว่าประเพณี “นิกะฮ์” ประเพณีนี้คล้ายคลึงกับการแต่งงานของคนไทย คือ เมื่อผู้ชายและผู้หญิงรักใคร่ชอบพอกัน ก็มีพิธีทาบทามสู่ขอ มีการหมั้นหลังจากนั้นจึงจัดพิธี นิกะฮ์ การนิกะฮ์จะต้องมีข้อบังคับตามหลักศาสนาอิสลาม 5 ประการคือ
- หวันหลี คือ มีผู้ปกครองของฝ่ายหญิง อาจเป็นพ่อหรือบุคคลที่พ่อมอบหมายให้เป็นตัวแทน ถ้าไม่มีพ่อจะต้องเป็นผู้ซึ่งสืบเชื้อสายฝ่ายพ่อที่ใกล้เคียงที่สุด
- สักษี คือ มีสักขีพยานในการแต่งงานสองคน
- คำกล่าวคำรับ คือ คำกล่าวของหวันหลีและคำรับของเจ้าบ่าว
- ตัวเจ้าบ่าว คือ ผู้ชายที่จะทำการสมรส
- ตัวเจ้าสาว คือ ผู้หญิงที่จะทำการสมรสด้วย
พิธีนี้จะเริ่ม เมื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาพร้อมกันแล้วหวันหลีจะมอบเจ้าสาวให้กับเจ้าบ่าวด้วยการกล่าวด้วยภาษาอาหรับหรือภาษาไทยต่อหน้าสักขีพยาน 2 คน ก็เป็นอันเสร็จพิธี

6. ประเพณีการถือศีลอด
การถือศีลอดเป็นศาสนกิจที่ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ที่จำเป็นจะต้องกระทำในเดือน รอมดอน คือเดือนที่ 9 แห่งศักราชอิสลาม ผู้ที่ถือศีลอดจะต้องเป็นมุสลิม ที่มีอายุครบกำหนดตามที่ศาสนาบัญญัติ มีสติสมบูรณ์ไม่วิกลจริต มีร่างกายแข็งแรงสามารถถือศีลได้ตลอดวัน ถ้าเป็นผู้หญิงต้องไม่มีประจำเดือน หรือมีเลือดออกมาจากการคลอดบุตร หรือมีครรภ์ ส่วนเด็กอ่อน คนชรา และคนเดินทางไม่ต้องถือศีลอด แต่เมื่อพ้นภาวะดังกล่าวแล้วจะต้องถือศีลอดเป็นการชดใช้ตามวันที่ขาดไป สำหรับคนชราที่หมดความสามารถจะอดข้าวได้ อาจจะต้องออกอาหารแทนวันละ 1 ทะนาน
การอดมีระยะเวลาตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก เป็นเวลา 29 หรือ 30 วัน การอดต้องอดทั้งอาหาร น้ำ กิเลส ทั้งจะต้องระงับความอยากได้ทั้งกาย วาจา และใจ จึงจะได้กุศลครบถ้วน

7. ประเพณีงานศพ
เมื่อมีผู้ตายในบ้านญาติพี่น้องจะนำศพไปตั้งบนที่ตั้งศพ จัดผ้าคลุมศพให้เรียบร้อย ต่อจากนั้นให้คนในบ้านไปบอกพี่ๆ น้องๆ และญาติที่เคารพนับถือให้ทราบ ชาวอิสลามจะต้องฝั่งศพก่อนครบ 24 ชั่วโมง หลังจากเวลาที่ตาย เมื่อพี่ๆ น้องๆ มาพร้อมกันแล้วจะมีการอาบน้ำศพ การอาบน้ำศพจะต้องทำอย่างแนบเนียน โดยมีหลักว่าถ้าเป็นศพผู้ชาย ผู้ชายจะต้องเป็นผู้อาบน้ำให้ศพ ถ้าเป็นศพผู้หญิง ผู้หญิงจะต้องเป็นผู้อาบน้ำศพ การอาบน้ำศพจะต้องถูสบู่ให้สะอาดแล้วมีรดน้ำด้วยน้ำใบพุทรา น้ำผสมกรบูร แล้วใช้ผ้าซับน้ำที่ตัวศพให้แห้ง หลังจากนั้นใช้ผ้าห่อศพ ศพผู้ชายจะห่อ 3 ชั้น ผู้หญิงห่อ 5 ชั้นการห่อศพจะใส่ไม้จันทร์หอม และสำลีสำหรับซับน้ำเมื่อห่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีการละหมาดให้แก่คนตาย การละหมาดคนตายผู้ละหมาดจะอยู่ในลักษณะท่ายืน เมื่อจบละหมาดจะทำพิธีฝังทันที หลุมศพจะขุดให้มีขนาดความยาวเท่ากับโลงศพ ขุดลึกประมาณ 1.50 ม.ยกศพใส่โลงที่เตรียมไว้ แล้วยกใส่หลุม หันศีรษะไปทางทิศเหนือ และหันหน้าศพไปทางทิศตะวันตก ต่อจากนั้นก็กลบดิน แล้วใช้ก้อนหินหรือวัสดุอื่นๆ วางหรือปักเป็นรูปเครื่องหมายไว้ เมื่อฝังเสร็จจะมีการอ่านตะละเก็บให้กับคนตายก็เป็นอันเสร็จพิธี

2 ความคิดเห็น:

  1. กิติศักดิ์ ศรีใส22 สิงหาคม 2552 เวลา 08:47

    อ่านแล้วชอบมาก ได้ความรู้เพิ่ม ขอบคุณ

    ตอบลบ
  2. อ่านแล้ว ได้ความรู้เพิ่มหลายอย่างเลยล่ะ ขอบคุณมากๆ สำหรับบทความนี้

    ตอบลบ